Feeds:
Posts
Comments

As I mentioned in the previous entry, apart from being more organized when doing works, we should have some other methods for stress release.

One thing I have found recently is that drinking hot beverage can help release some stress during working time. The hot beverage can be coffee, tea or just a cup of hot water. It is quite amazing for me to discover it. This would also explain why people drink coffee or tea, despite the fact that some of them do it because they are sleepy.

I think one reason is that it change our focus to the drink and how it goes down to our stomach. When we are changed our concentration from work to something, it becomes a fresh start of our mind. And when we go back to our work, more concentration is obtained.

Moreover, drinking water will increase liquidity of our blood which enables it to flow into our brain more easily. Therefore, more oxygen can go to the brain more and makes it work more efficiently.

Last night I think i could read longer than I was. Also this morning. I normally stop and drink something after reading for 1 hour or so.

However, although our mind is refreshed, after a while it needs some rest and [the real] other things, for examples, doing house work, jogging, cooking, or simply going out for a walk.

Another thing to be concerned is that we should be aware of our body, when it is hungry, when it needs some rest, or bath. Sometimes I did my work and felt so frustrated without knowing that I was actually hungry. Everything was getting better when I started to eat something. So it is important to be aware of our body condition as well.

Today Apple’s new gadget has been released in the Apple annual conference. This gadget is called iPad. You can find all information about it easily only by typing ‘iPad’ in Google or go to www.apple.com.

However, I have something short to say.

After I saw the gadget, an idea popped up in my head. This is a perfect information/data consuming device. You can browse web with Safari, reach your contacts and emails, now even read books through new app called iBook, which cooperates with other 5 big publishing companies and more magazines publishers.

But what are we doing now? Are we just consuming these information and data provided by iPad and other ‘i’ families? or just by your PC?

What have we been produced to this virtual arena, the internet? or even to the real world? Most of you who work everyday might apparently answer that we are producing goods and services. These devices enable us to consume and enjoy after-working time more than ever.

Sometimes I feel that only consuming these media, info and data is retarding myself. It freezes my brain. I cannot think properly. It also clouds my thoughts, my perspectives towards things in life.

I’m not saying that these devices are not good. I think the most important question is how we are using it. Also, I’m not saying that all media consumption is not good for you, however it is good only to some extend. The middle way has to be defined here.

How we are using it depends on why we are using it. We should use it to help develop ourselves, I think. By developing ourselves, I mean developing our mental ability, physical ability, morality, and wisdom. The internet and these devices should be the gate way to those sources for self development. For example, we can access to many Thai recipe and then practice it in real life so we can improve our cooking skills. We can access to discussions of scholars in order to wider our perspectives to the world. We can explore other culture so that we can understand others more that we do now.

Middle way for entertaining ourselves by these devices should depend on how much time we allocate for it. We should have an exact defined time period for entertainment. Otherwise, we’ll be strained to a seat and entertaining ourselves unlimitedly.

However, it is not that simple. Some people, i would say quite a lot, come to these entertainment not because they want relaxation, but an escape from stress. So in order to be able to control ourselves from these entertainment, stress-handling scheme must be ready to use as well.

So far I don’t know yet how to handle my stress while working. But I think one way to reduce stress from work is to try to work efficiently by organizing and prioritizing tasks. This would help, but not entirely. Other means are needed. Also, restrictions from those medias are also needed.

Anyway, my realization needs to be put into practice. For the time being, my practice is not yet as I planned. But hopefully, it will soon be realized. …

Chol in Rome 2

วันก่อน (24 ธันวาคม) ผมเดินตามถนน Ottaviano ในกรุงโรม จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ottaviano ไปยังกรุงวาติกัน เพื่อไปยังวิหารเซนต์ปีเตอร์ ถนนเส้นนี้นำพาผมมายังด้านข้างของลานหน้าวิหารเซนต์ปีเตอร์ ครั้งแรกที่ชายตาไปยังวิหาร สิ่งแรกที่คิดก็คือ ทำไมวิหารถึงไม่ใหญ่อย่างที่คิดเลยหนอ​ ?? วิหารดูเล็กมากเมื่อมองจากลานด้านหน้า แม้จะเดินไปใกล้ๆก็ยังดูเล็ก ไม่ใหญ่เหมือนที่คาดหวัง หลังจากที่เดินอยู่สักพัก ดูการแสดงในลานเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู การแสดงของเด็กๆชาวอิตาเลียน และวงโยธวาทิต ของกรุงวาติกัน ผมกับฝ้ายจึงเดินออกมาทางถนนด้านหน้ากรุงวาติกัน ที่ถ้ามองเข้าไปจะเห็นวิหารเซนต์ปีเตอร์
        เราเดินหันหลังให้วิหารซักพัก จนเห็นรถทีวีตั้งกล้องหันไปทางวิหารเซนต์ปีเตอร์ ผมมองกลับไปถึงกับตะลึง วิหารเซนต์ปีเตอร์ใหญ่มากๆ และยิ่งเดินออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอย่างหน้าตกใจ ยิ่งอยู่ห่างไปอีกจะยิ่งทึ่งถึงความอลังการของตัววิหารและกรุงวาติกัน
        ความใหญ่หรือไม่ใหญ่ของวิหารเซนต์ปีเตอร์มันอยู่ที่มุมที่เรามองจริงๆ และองค์ประกอบรอบๆตัววิหารจากแต่ละมุมที่เรากำลังมองอยู่ ไม่ต่างอะไรกับมุมมองเวลาที่เรามองคนอื่นๆ การที่เราจะมองว่าใครเก่ง ยิ่งใหญ่ สำคัญ เก่งกาจ ตัวเล็ก ไร้เดียงสา งี่เง่า หรืออะไรก็แล้วแต่มันขึ้นกับว่าเราเข้าไปหาเขาแบบไหน จากด้านไหน สิ่งที่เราเห็น และความรู้สึกที่เรามีต่อคนๆหนึ่งตอนนี้ อาจจะเป็นแค่ฉากตรงหน้าที่บังความยิ่งใหญ่เก่งกาจเบื้องหลัง หรือความบกพร่องที่เกินให้อภัยเอาไว้ก็ได้
        การตัดสินใครในครั้งแรกที่พบเจออาจจะทำให้เราพลาดมุมมองที่น่าสนใจของคนคนนั้นไปก็ได้ ลองมองคนคนหนึ่งจากหลายๆมุม หลายๆบทบาท น่าจะทำให้เราเห็นคนนั้นได้ชัดเจนมากขึ้น และชื่นชมกับความเห็นเขาได้มากขึ้นอีกโขเลย

Chol in Rome 1

        ผมเชื่อมาตลอดว่า ถ้าเราทำอะไรกับใครเราจะได้อย่างนั้น ตามกฎแห่งกรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค้นพบและสอนเอาไว้ การได้รับผลแห่งกรรมของเราอาจจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้ และผมคิดว่า การเดินทางไปในที่ใหม่ๆก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะเป็นสิ่งยืนยันกฎนี้

        ขณะเขียนนี้ผมอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ซึ่งเป็นที่กล่าวขานในหมู่นักเรียนไทยว่าเป็นที่ที่อันตราย และไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หลายคนโดนขโมยของ หลายคนได้รับการบริการที่แย่มาก (อย่างน้อยก็ในมุมมองของเขา) อย่างไรก็ดี คนเหล่านั้นที่ผมรู้จักนั้นก็มักจะลักไก่ ไม่จ่ายเงินในโอกาสอื่นๆ ที่สามารถทำได้อยู่เสมอ เช่น เวลาขึ้นรถราง หรือบางคนหนักข้อถึงขนาดมีการสลับเปลี่ยนป้ายราคาสินค้าในร้าน ก็มี ผมคิดว่า การที่เขาเผชิญเคราะห์กรรมเหล่านั้นก็อาจจะยุติธรรมแล้วก็ได้ ในขณะเดียวกัน เพื่อนนักเรียนไทยที่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต แม้มีโอกาสโกงได้ก็ไม่เคยโกงเลยแม้สักครั้ง เขาก็ไม่เคยประสบเคราะห์กรรมเหมือนหมู่เพื่อนที่กล่าวมาแล้ว

        ในการมาโรมครั้งนี้ ผมก็คิดว่าผมไม่น่าจะเจออะไรเพราะว่าผมเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างมาก และไม่เคยคิดจะโกง เพราะรู้ว่ายังไงเราก็ต้องจ่ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และก็เชื่อว่า ตอนอยู่เมืองไทย เราได้เคยช่วยเหลือชาวต่างชาติ เมตตา บริการผู้คนซึ่งหลงทาง ฯลฯ ไว้ก็ไม่น้อย จึงคิดว่ามาโรมไม่น่าจะลำบากมากนัก และก็เป็นความจริง ผมได้รับความเมตตาจากผู้คนในอิตาลีมากมาย คนอิตาเลียนที่ผมพบเจอนั้นเป็นมิตร และมีเมตตากับผมมาก จนปัจจุบันยังไม่เห็นวี่แววของมิจฉาชีพ หรือมีความรู้สึกอันตรายใดๆเลย และรู้สึกปลอดภัยอย่างมาก
        
        ยิ่งนับวันยิ่งมั่นใจว่า เราทำอะไรนั้นย่อมได้สิ่งนั้นกลับมาจริงๆ…

ช่วงหลังนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปซ้อมดนตรีที่ทำเนียบท่านวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกบ่อยครั้ง เนื่องจากท่านเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีอย่างมาก เมื่อคราวที่ท่านประจำอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศท่านก็ได้ตั้งวงดนตรีไว้เล่นกัน พอท่านมาประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ท่านก็ตั้งวงที่นี่อีก พอดีว่าผมเป็นที่รู้จักแถวนี้ว่าเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้ ท่านจึงได้ชวนมาเล่นด้วยกัน

หลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ ท่านก็จะชวนทุกๆคนรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน และในโต๊ะอาหารนั้นเองที่บทสนทนาที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ผมจึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่พอจะสามารถแบ่งปันได้กับเพื่อนๆบ้าง เพราะผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมนำเสนอมีความผิดพลาด ผมขอรับผิดชอบต่อผลนั้นไว้เพียงผู้เดียว เพราะอาจจะเป็นความเข้าใจของผมเองที่ผิดพลาดไป

ท่านทูต วีระชัย มาประจำการ ณ กรุงเฮก (the Hague; Den Haag) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อประมาณกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ตอนที่ท่านกำลังจะย้ายมามีเรื่องเล่าว่า ท่านถูกรัฐบาลมอบหมายให้มาประจำการที่นี่เนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทของไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร โดยเฉพาะ เนื่องจากกรุงเฮก เป็นที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือศาลโลก) อันเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั่นเอง

ก่อนหน้านี้ท่านทูตฯ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หากใครได้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลคุณสมัคร ลงนามยินยอมให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของ UNESCO ละก็ ย่อมน่าจะพอคุ้นเคยกับชื่อของท่านบ้างไม่มากก็น้อย ท่านเป็นอธิบดีที่คัดค้านการลงนาม และถูกย้ายไปเป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง (เข้าใจว่าเท่ากับถูกย้ายไปให้พ้นทางนั่นเอง) ก่อนท่ีรัฐบาลจะทำการลงนามดังกล่าว

แต่เอาล่ะ ผมว่าเรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวและน่าสนใจ ทั้งในตัวเนื้อหาและในมุมมองของท่านทูตฯต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอยังไม่เขียนเล่า ณ เวลานี้ เก็บไว้ครั้งต่อๆไปน่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี ในครั้งแรกที่ผมพบท่านทูตฯ คือในคราวที่ท่านทูตฯเชิญตัวแทนองค์กร/สมาคม/มูลนิธิ ต่างๆของคนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อพบปะ ผมก็ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในตัวแทนสมาคมนักเรียนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เช่นกัน ความประทับใจแรกสุดก็คือ ท่านมีความตั้งใจที่จะเป็นกันเองก็เหล่าคนไทยค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็สามารถดำรงความเป็นคนตั้งใจทำงานและมีหลักการไปได้พร้อมๆกันด้วย

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านในงานปัจฉิมนักเรียนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา (ODOS) ในครั้งนั้นผมเป็นผู้จัดกระบวนการในส่วนที่เกี่ยวกับกลุ่มสัมพันธ์และการสร้างจิตสำนึก และกิจกรรมเปลี่ยนแปลงเร็วมากเนื่องจากเรามีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะเพื่อส่งอารมณ์เกี่ยวกับจิตสำนึกเพื่อสังคมให้ถึงฝั่ง ท่านทูตฯก็อยู่ตรงบริเวณจัดงานตลอด รับฟังและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับท่านเป็นครั้งแรกในงานนี้

ในเรื่องดนตรีนี่ต้องยอมรับจริงๆว่า ท่านเก่งมาก ในการเล่นกีต้าร์นี่ต้องเรียกว่า ระดับน้องๆนักกีต้าร์อาชีพเลยทีเดียว มีความรู้ในเรื่อง Hardware เป็นอย่างดี มีทักษะและความรู้ในเชิงดนตรีอย่างดีเยี่ยม สามารถ improvise เพลงประเภท บลูส์ หรือ ร๊อคได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากนี้ยังมีความรู้เรื่องเพลงต่างประเทศอย่างมากด้วย ความรู้ในการอัดเสียงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนั้นมีมากพอที่จะทำให้ท่านสามารถอัดเพลงในแบบที่อัดกันในห้องอัดได้เลยด้วย โดยส่วนตัวได้เรียนรู้จากท่านมากๆในเรื่องนี้

ผมคิดว่า ผมคงมีโอกาสได้เล่นดนตรีกับม่านอีกสักพัก เนื่องจากท่านมีแนวโน้มจะตั้งวงดนตรีขึ้นที่นี่อีกเช่นกัน และผมเองก็ยินดีที่จะมีโอกาสได้เล่นดนตรีที่นี่อย่างสม่ำเสมอ น่าจะมีเรื่องอะไรที่จะสามารถบันทึกและนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆได้บ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต (แต่อาจจะไม่ถี่หรือมีรายละเอียดมากขนาดนั้น โปรดติดตามกันต่อไป

Criteria

  • Peer Review Score
  • Employer Review Score
  • Staff/Student Score
  • Citations/Staff Score
  • International Staff Score
  • International Students Score

Overall top 200

  • University of Tokyo (Japan)                        ลำดับที่ 22 (19)
  • University of Hong Kong (Hong Kong)         ลำดับที่ 24 (26)
  • Kyoto University (Japan)                                ลำดับที่ 25 (25)
  • National University of Singapore                 ลำดับที่ 30 (30)
  • Hong Kong University of Science and Technology ลำดับที่ 35 (39)
  • Osaka University (Japan)                        ลำดับที่ 43 (44)
  • Chinese University of Hong Kong (HK)        ลำดับที่ 46 (42)
  • Seoul National University (South Korea)ลำดับที่ 47 (50)
  • Tsinghua University (China)                        ลำดับที่ 49 (56)
  • Peking University                                         ลำดับที่ 52 (50)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 55 (61)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology (South Korea) ลำดับที่ 69 (95)
  • Nanyang Technological University         ลำดับที่ 73 (77)
  • Nagoya University                                        ลำดับที่ 92 (120)
  • National Taiwan University (Taiwan)        ลำดับที่ 95 (124)
  • Tohoku University (Japan)                        ลำดับที่ 97 (112)
  • Fudan University (China)                        ลำดับที่ 103 (113)
  • City University of Hong Kong (HK)        ลำดับที่ 124 (147)
  • Pohang University of Science and Technology (South Korea) ลำดับที่ 134 (188)
  • Chulalongkorn University                        ลำดับที่ 138 (166)
  • Keio University (Japan)                                ลำดับที่ 142 (214)
  • Waseda University (Japan)                        ลำดับที่ 148 (180)
  • Yonsei University                                        ลำดับที่ 151 (159)
  • Shanghai Jiao Tong University (China)        ลำดับที่ 153 (144)
  • University of Science and Technology of China (China) ลำดับที่ 154 (141)
  • Kyushu University (Japan)                        ลำดับที่ 155 (158)
  • Indian Institute of Technology Bombay (India) ลำดับที่ 163 (174)
  • Nanjing University (China)                        ลำดับที่ 168 (143)
  • Hokkaido University (Japan)                        ลำดับที่ 171 (174)
  • University of Tsukuba (Japan)                ลำดับที่ 174 (216)
  • Universiti Malaya (Malaysia)                        ลำดับที่ 180 (230)
  • Indian Institute of Technology Delhi (India) ลำดับที่ 181 (154)
  • Hong Kong Polytechnic University (HK) ลำดับที่ 195 (224)

In Engineering and Information Technology

  • University of Tokyo                                 ลำดับที่ 6 (9)
  • Tsinghua University                                 ลำดับที่ 13 (12)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 14 (11)
  • Kyoto University                                         ลำดับที่ 16 (22)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 19 (21)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology ลำดับที่ 21 (34)
  • Hong Kong University of Science and Technology ลำดับที่ 26 (24)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 27 (43)
  • Indian Institute of Technology Bombay ลำดับที่ 30 (36)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 31 (38)
  • Nanyang Technological University        ลำดับที่ 33 (26)
  • Indian Institute of Technology Delhi        ลำดับที่ 35 (42)
  • National Taiwan University                        ลำดับที่ 47 (49)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 47 (49)

In Life Sciences and Biomedicine

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 7 (15)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 13 (24)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 19 (19)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 20 (17)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 24 (40)
  • University of Hong Kong                         ลำดับที่ 32 (29)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 36 (36)
  • National Taiwan University                        ลำดับที่ 45 (84)

In National Sciences

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 8 (19)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 10 (13)
  • Peking University                                         ลำดับที่ 19 (16)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 27 (31)
  • Seoul National University                         ลำดับที่ 28 (31)
  • Tsinghua University                                ลำดับที่ 30 (38)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 36 (40)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology ลำดับที่ 39 (46)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 48 (57)
  • Tohoku University                                        ลำดับที่ 49 (68)
  • University of Science and Technology of China ลำดับที่ 59 (49)

In Social Sciences

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 16 (21)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 20 (18)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 21 (24)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 29 (42)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 30 (33)
  • University of Amsterdam                        ลำดับที่ 32 (43)
  • University of Hong Kong                        ลำดับที่ 34 (34)
  • Fudan University                                        ลำดับที่ 40 (51)
  • Tsinghua University                                ลำดับที่ 43 (44)

In Arts and Humanities

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 13(28)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 16 (23)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 20 (37)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 23 (30)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 33 (76)
  • University of Hong Kong                         ลำดับที่ 34 (46)
  • Chulalongkorn University                        ลำดับที่ 49 (119)
  • Waseda University                                        ลำดับที่ 49 (56)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.timeshighereducation.co.uk/hybrid.asp?typeCode=431

Criteria

  • Peer Review Score
  • Employer Review Score
  • Staff/Student Score
  • Citations/Staff Score
  • International Staff Score
  • International Students Score

Overall 200

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 49 (53)
  • Leiden University ลำดับที่ 60 (64)
  • Utrecht University ลำดับที่ 70 (67) ร่วมกับ University of York
  • Delft University of Technology ลำดับที่ 83 (78)
  • Erasmus University Rotterdam ลำดับที่ 108 (126) ร่วมกับ University of Basel (Switzerland), University of California , Davis (US), University of Helsinki (Finland)
  • Maastricht University ลำดับที่ 116 (111)
  • Eindhoven University of Technology ลำดับที่ 120 (129) ร่วมกับ Pennsylvania State University (US)
  • University of Groningen ลำดับที่ 138 (144) ร่วมกับ Chulalongkorn University (Thailand)
  • Wageningen University ลำดับที่ 155 (142) ร่วมกับ Kyushu University (Japan), Lomonosov Moscow State University (Russia),
  • VU University Amsterdam ลำดับที่ 165 (155)
  • University of Twente ลำดับ 200

In Engineering and Information Technology

  • Delft University of Technology ลำดับที่ 15 (17) สูงกว่า Harvard University (22), Princeton University (23), Cornell University (24),
  • Eindhoven University of Technology ลำดับที่ 49 (49)

In Life Sciences and Biomedicine

  • ไม่ติดอันดับ Top 50

In Natural Science

  • Utrecht University ลำดับที่ 35 (37)

In Social Science

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 32 (43)

In Arts and Humanities

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 31 (36) – สูงกว่า London School 0f Economics

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.timeshighereducation.co.uk/hybrid.asp?typeCode=431

Review: District 9

District-9วันก่อนไปดูภาพยนตร์ เรื่อง District 9 ที่ Pathé ใน Rotterdam ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย Peter Jackson ทีกำกับ Lord of the Ring และกำกับโดย Neill Blomkamp เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มียานมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดที่เมือง โยฮันเนสเบิร์ก ประเทศอัฟริกาใต้ เมื่อ 20 ปีก่อน และยานนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีก มนุษย์ได้ตัดสินใจขึ้นไปบนยานและพบว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่อาศัยกันอย่างแออัดและเป็นโรค จึงตัดสินใจจัดพื้นที่เรียกว่า District 9 ใกล้กับเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องด้วยการขยายตัวของประชากรมนุษย์ต่างดาวทำให้ District 9 กลายเป็นสลัมในที่สุด ในขณะเดียวกัน ชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเริ่มทนไม่ได้และได้ก่อการประท้วงและเข้าทำร้ายมนุษย์่ต่างดาว เผาบ้านเรือนของพวกมัน ทาง MNU ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลจึงตัดสินใจทำการย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวไปยังพื้นที่ที่ไกลออกไป เรียกว่า District 10 แทน

อย่างไรก็ดี การย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวนี้ มิใช่เพียงวัตถุประสงค์ของการย้ายชุมชนตามความต้องการของชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเท่านั้น แต่ยังมีวาระซ่อนเร้นเกี่ยวกับอาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ด้วย เพราะ MNU ก็เป็นองค์กรค้าอาวุธขนาดใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอาวุธของพวกเขาเป็นอาวุธกึ่งชีวภาพ คือ ต้องเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ทั้ง MNU รวมถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ District 9 ซึ่งเป็นพวกกลุ่มอาชญากรชาวไนจีเรีย จึงพยายามที่จะหาทางใช้อาวุธนั้น

เนื่องจากเรื่องนี้ออกจากโรงนานแล้ว จึงน่าจะบอกเรื่องราวของภาพยนตร์ได้มากหน่อยว่า หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่บังเอิญไปสัมผัสกับสารเคมีของมนุษย์ต่างดาว ทำให้ตัวเองกลายร่างเป็นมนุษย์ต่างดาวเสียเอง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของ MNU (Multi-National United : องค์กรนานาชาติ ที่สมมติขึ้นในเรื่องเพื่อดูแลมนุษย์ต่างดาว) และ กลุ่มอาชญากร เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถใช้อาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ต่างดาวก็ต้องการสารเคมีนั้นเพื่อทำให้สามารถขับยานแม่เพื่อกลับดาวของตนได้ด้วย นี่จึงเป็นเรื่องราวของชาย ผู้ต้องการเปลี่ยนตัวเองกลับเป็นมนุษย์เพื่อกลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รัก และมนุษย์ต่างดาวที่ต้องการกลับบ้าน … แต่เรื่องจะดำเนินและจบลงอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้ชมควรจะต้องไปชมด้วยตัวเอง

โดยรวมๆแล้วผมประทับใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างมาก มันเป็นภาพยนตร์ที่สื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยได้อย่างชัดเจนมาก โดยใช้มนุษย์ต่างดาวเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น การใช้มนุษย์ต่างดาวทำให้คนดูรู้สึกอย่างชัดเจนว่า “เขาไม่ใช่พวกเรา” เราจะเห็นภาพกิจกรรมของมนุษย์ต่างดาวที่หากเราจำภาพในสลัม หรือกองขยะใหญ่ๆในเมืองใหญ่ๆ (อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire) มนุษย์ต่างดาวนั้นก็คือ เหล่าคนจนจากสลัมในเมืองใหญ่นั่นเอง นอกจากนี้หนังยังฉายให้เห็นความไม่เป็นธรรม และการปฏิบัติต่อมนุษย์ต่างดาวอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยด้วยความที่มองว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นไม่รู้เรื่อง และหลอกได้ง่าย และจงใจที่จะเอาเปรียบเขาแต่ต้นอยู่แล้ว ซึง่ก็คงไม่ต่างอะไรกับในบางกรณีที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้ลี้ภัยนัก

ในขณะแรกเราอาจจะเห็นมนุษย์ต่างดาวเป็น “สัตว์” ไปโดยปริยาย และอาจจะรู้สึกเฉยๆกับการที่พวกเขาถูกขับไล่ เผาบ้านเรือน หรือถูกทำร้ายได้ แต่ด้วยเรื่องราวและวิธีการนำเสนอของ Peter Jackson กลับทำให้ในขณะหนึ่งตอนกลางๆเรื่อง ผมรู้สึกว่า มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่ว่านี้ คือ ผู้มีใจสูง ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นถึงจิตใจที่ดีงาม มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ความรักและผูกพันของครอบครัว จากทั้งมนุษย์และมนุษย์ต่างดาว ในขณะเดียวกัน ก็เห็นความเป็นสัตว์ชั้นต่ำ กระหายเลือด ไร้สติ จากทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน … สำหรับผู้ชมเอง หากทบทวนดีๆ อาจจะพบว่า ตัวเราถูกเรื่องราวหลอกให้พบว่าจริงๆแล้วเราเองคิดเลวกว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นเสียอีก (ผมก็โดนด้วย!!)

อย่างไรก็ดี ผมว่าตัวบทภาพยนตร์ได้ชี้ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่ง อย่างสุดโต่งก็คือ “เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ในเรื่องนี้สุดโต่งไปกว่านั้นอีกคือ ต้องไปเป็นมนุษย์ต่างดาวเองเลย จึงจะเข้าใจจิตใจกันและกัน … มองกันอย่างเป็นมนุษย์ และยินดีช่วยเหลือกันจากใจจริง

บางทีปัญหาที่เกิดกับผู้ลี้ภัย และผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายนั้นที่ยังแก้ไม่ได้และเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบันเพราะจริงๆแล้ว พวกเรา (อันอาจหมายถึง รัฐบาล และผู้คนที่เขาเป็นตัวแทน – คนในชาติ) อาจจะไม่ได้มองผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย หรือผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น (เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ลี้ภัยการเมืองเข้ามาในไทย ตามเขตตะเข็บชายแดนไทยพม่า, ชาวบ้านที่ถูกไล่ที่จากการสร้างเขื่อน, คนจน, โสเภณี ฯลฯ) เป็นมนุษย์เหมือนกับเราก็ได้ … เราอาจจะรู้สึกว่าเราอยู่คนละโลกกัน และสิ่งที่เค้าเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเขาเลือกที่จะเป็นเองก็ได้ … และถ้าเราไปช่วยก็ “อาจ” จะทำให้เราเสียบางอย่างที่เป็น “ของเรา” ไปก็ได้ หรือไม่ก็ไม่เคยคิดจะสนใจอยู่แล้ว เหมือนเห็นนกต้องบินออกจากรังเพราะต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่โดนตัด เห็นสุนัขโดนไล่เตะไล่ตีเพราะไปคุ้ยถังขยะ

บางทีลึกๆภาพยนตร์อาจจะต้องการสื่อว่า มนุษย์ควรจะเข้าใจกันและเห็นใจกัน โดยมองข้ามรูปลักษณ์และความแตกต่างภายนอกและภายใน (เช่นความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา ฯลฯ) เข้าไปถึงจิตใจของเขามากกว่า… พยายามเข้าใจกัน เรียนร้ ให้อภัยกัน และเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน … ในขณะเดียวกัน หากเราสามารถสละความต้องการส่วนตัวเพื่อคนอื่น (เสียสละ) ได้ละก็ ความสุขใจย่อมเกิดขึ้นในใจของเขาในบัดดล ในขณะที่หากเรามุ่งแต่เอาทุกอย่างเข้าตัว … แม้ในยามที่เรามีทุกอย่างพร้อม หรือยังไม่ได้เสียอะไรไป เราอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้ (แสดงออกมาในช่วงสุดท้ายของเรื่องที่พระเอกที่เป็นมนุษย์ได้เสียสละโอกาสที่ตนจะได้กลับคืนร่างเดิมเพื่อให้มนุษย์ต่างดาวได้กลับบ้านของตน) …

วันนี้มาทดลองเวิร์ดเพรสที่วัดพุทธวิหาร กรุงอัมสเตอร์ดัมทำกิจกรรมดังนี้

  • ทำบุญตอนเช้า ถวายเพล
  • สวดมนต์
  • ฯลฯ

*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น …หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***

โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา … (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)

โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ)

จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น

นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน …​และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน

อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที … แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น …

ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” … เป็นต้น

ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ?

ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ … เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ … ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์

สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..

ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” … หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน …​กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง …หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง …

สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว …ไม่ต้องพยายามกดมัน … ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย … อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก​

การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น …​สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :

สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก …​ เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข” ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที …

หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข

ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก …​ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม

อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) ….

ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป

Older Posts »