Dinner with the Ambassador ตอนที่ 1

ช่วงหลังนี้ผมได้มีโอกาสได้ไปซ้อมดนตรีที่ทำเนียบท่านวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮกบ่อยครั้ง เนื่องจากท่านเป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีอย่างมาก เมื่อคราวที่ท่านประจำอยู่ที่กระทรวงต่างประเทศท่านก็ได้ตั้งวงดนตรีไว้เล่นกัน พอท่านมาประจำอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ท่านก็ตั้งวงที่นี่อีก พอดีว่าผมเป็นที่รู้จักแถวนี้ว่าเล่นกีต้าร์ร้องเพลงได้ ท่านจึงได้ชวนมาเล่นด้วยกัน

หลังจากซ้อมดนตรีเสร็จ ท่านก็จะชวนทุกๆคนรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน และในโต๊ะอาหารนั้นเองที่บทสนทนาที่ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายๆสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ผมจึงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่พอจะสามารถแบ่งปันได้กับเพื่อนๆบ้าง เพราะผมเห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมนำเสนอมีความผิดพลาด ผมขอรับผิดชอบต่อผลนั้นไว้เพียงผู้เดียว เพราะอาจจะเป็นความเข้าใจของผมเองที่ผิดพลาดไป

ท่านทูต วีระชัย มาประจำการ ณ กรุงเฮก (the Hague; Den Haag) ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อประมาณกลางปี 2552 ที่ผ่านมา ตอนที่ท่านกำลังจะย้ายมามีเรื่องเล่าว่า ท่านถูกรัฐบาลมอบหมายให้มาประจำการที่นี่เนื่องมาจากประเด็นข้อพิพาทของไทยกับกัมพูชาเรื่องเขาพระวิหาร โดยเฉพาะ เนื่องจากกรุงเฮก เป็นที่ตั้งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice หรือศาลโลก) อันเป็นจุดเริ่มต้นของข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชานั่นเอง

ก่อนหน้านี้ท่านทูตฯ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ หากใครได้อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับการที่รัฐบาลคุณสมัคร ลงนามยินยอมให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของ UNESCO ละก็ ย่อมน่าจะพอคุ้นเคยกับชื่อของท่านบ้างไม่มากก็น้อย ท่านเป็นอธิบดีที่คัดค้านการลงนาม และถูกย้ายไปเป็น เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง (เข้าใจว่าเท่ากับถูกย้ายไปให้พ้นทางนั่นเอง) ก่อนท่ีรัฐบาลจะทำการลงนามดังกล่าว

แต่เอาล่ะ ผมว่าเรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาวและน่าสนใจ ทั้งในตัวเนื้อหาและในมุมมองของท่านทูตฯต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอยังไม่เขียนเล่า ณ เวลานี้ เก็บไว้ครั้งต่อๆไปน่าจะดีกว่า

อย่างไรก็ดี ในครั้งแรกที่ผมพบท่านทูตฯ คือในคราวที่ท่านทูตฯเชิญตัวแทนองค์กร/สมาคม/มูลนิธิ ต่างๆของคนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อพบปะ ผมก็ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมในฐานะหนึ่งในตัวแทนสมาคมนักเรียนไทยในประเทศเนเธอร์แลนด์เช่นกัน ความประทับใจแรกสุดก็คือ ท่านมีความตั้งใจที่จะเป็นกันเองก็เหล่าคนไทยค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันก็สามารถดำรงความเป็นคนตั้งใจทำงานและมีหลักการไปได้พร้อมๆกันด้วย

หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านในงานปัจฉิมนักเรียนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา (ODOS) ในครั้งนั้นผมเป็นผู้จัดกระบวนการในส่วนที่เกี่ยวกับกลุ่มสัมพันธ์และการสร้างจิตสำนึก และกิจกรรมเปลี่ยนแปลงเร็วมากเนื่องจากเรามีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนค่อนข้างน้อย จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะเพื่อส่งอารมณ์เกี่ยวกับจิตสำนึกเพื่อสังคมให้ถึงฝั่ง ท่านทูตฯก็อยู่ตรงบริเวณจัดงานตลอด รับฟังและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผมยังได้มีโอกาสเล่นดนตรีกับท่านเป็นครั้งแรกในงานนี้

ในเรื่องดนตรีนี่ต้องยอมรับจริงๆว่า ท่านเก่งมาก ในการเล่นกีต้าร์นี่ต้องเรียกว่า ระดับน้องๆนักกีต้าร์อาชีพเลยทีเดียว มีความรู้ในเรื่อง Hardware เป็นอย่างดี มีทักษะและความรู้ในเชิงดนตรีอย่างดีเยี่ยม สามารถ improvise เพลงประเภท บลูส์ หรือ ร๊อคได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ นอกจากนี้ยังมีความรู้เรื่องเพลงต่างประเทศอย่างมากด้วย ความรู้ในการอัดเสียงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนั้นมีมากพอที่จะทำให้ท่านสามารถอัดเพลงในแบบที่อัดกันในห้องอัดได้เลยด้วย โดยส่วนตัวได้เรียนรู้จากท่านมากๆในเรื่องนี้

ผมคิดว่า ผมคงมีโอกาสได้เล่นดนตรีกับม่านอีกสักพัก เนื่องจากท่านมีแนวโน้มจะตั้งวงดนตรีขึ้นที่นี่อีกเช่นกัน และผมเองก็ยินดีที่จะมีโอกาสได้เล่นดนตรีที่นี่อย่างสม่ำเสมอ น่าจะมีเรื่องอะไรที่จะสามารถบันทึกและนำมาแบ่งปันกับเพื่อนๆได้บ้างไม่มากก็น้อยในอนาคต (แต่อาจจะไม่ถี่หรือมีรายละเอียดมากขนาดนั้น โปรดติดตามกันต่อไป

University Ranking 2009 – Universities from Asia

Criteria

  • Peer Review Score
  • Employer Review Score
  • Staff/Student Score
  • Citations/Staff Score
  • International Staff Score
  • International Students Score

Overall top 200

  • University of Tokyo (Japan)                        ลำดับที่ 22 (19)
  • University of Hong Kong (Hong Kong)         ลำดับที่ 24 (26)
  • Kyoto University (Japan)                                ลำดับที่ 25 (25)
  • National University of Singapore                 ลำดับที่ 30 (30)
  • Hong Kong University of Science and Technology ลำดับที่ 35 (39)
  • Osaka University (Japan)                        ลำดับที่ 43 (44)
  • Chinese University of Hong Kong (HK)        ลำดับที่ 46 (42)
  • Seoul National University (South Korea)ลำดับที่ 47 (50)
  • Tsinghua University (China)                        ลำดับที่ 49 (56)
  • Peking University                                         ลำดับที่ 52 (50)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 55 (61)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology (South Korea) ลำดับที่ 69 (95)
  • Nanyang Technological University         ลำดับที่ 73 (77)
  • Nagoya University                                        ลำดับที่ 92 (120)
  • National Taiwan University (Taiwan)        ลำดับที่ 95 (124)
  • Tohoku University (Japan)                        ลำดับที่ 97 (112)
  • Fudan University (China)                        ลำดับที่ 103 (113)
  • City University of Hong Kong (HK)        ลำดับที่ 124 (147)
  • Pohang University of Science and Technology (South Korea) ลำดับที่ 134 (188)
  • Chulalongkorn University                        ลำดับที่ 138 (166)
  • Keio University (Japan)                                ลำดับที่ 142 (214)
  • Waseda University (Japan)                        ลำดับที่ 148 (180)
  • Yonsei University                                        ลำดับที่ 151 (159)
  • Shanghai Jiao Tong University (China)        ลำดับที่ 153 (144)
  • University of Science and Technology of China (China) ลำดับที่ 154 (141)
  • Kyushu University (Japan)                        ลำดับที่ 155 (158)
  • Indian Institute of Technology Bombay (India) ลำดับที่ 163 (174)
  • Nanjing University (China)                        ลำดับที่ 168 (143)
  • Hokkaido University (Japan)                        ลำดับที่ 171 (174)
  • University of Tsukuba (Japan)                ลำดับที่ 174 (216)
  • Universiti Malaya (Malaysia)                        ลำดับที่ 180 (230)
  • Indian Institute of Technology Delhi (India) ลำดับที่ 181 (154)
  • Hong Kong Polytechnic University (HK) ลำดับที่ 195 (224)

In Engineering and Information Technology

  • University of Tokyo                                 ลำดับที่ 6 (9)
  • Tsinghua University                                 ลำดับที่ 13 (12)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 14 (11)
  • Kyoto University                                         ลำดับที่ 16 (22)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 19 (21)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology ลำดับที่ 21 (34)
  • Hong Kong University of Science and Technology ลำดับที่ 26 (24)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 27 (43)
  • Indian Institute of Technology Bombay ลำดับที่ 30 (36)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 31 (38)
  • Nanyang Technological University        ลำดับที่ 33 (26)
  • Indian Institute of Technology Delhi        ลำดับที่ 35 (42)
  • National Taiwan University                        ลำดับที่ 47 (49)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 47 (49)

In Life Sciences and Biomedicine

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 7 (15)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 13 (24)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 19 (19)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 20 (17)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 24 (40)
  • University of Hong Kong                         ลำดับที่ 32 (29)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 36 (36)
  • National Taiwan University                        ลำดับที่ 45 (84)

In National Sciences

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 8 (19)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 10 (13)
  • Peking University                                         ลำดับที่ 19 (16)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 27 (31)
  • Seoul National University                         ลำดับที่ 28 (31)
  • Tsinghua University                                ลำดับที่ 30 (38)
  • Osaka University                                        ลำดับที่ 36 (40)
  • Korea Advanced Institute of Science and Technology ลำดับที่ 39 (46)
  • Tokyo Institute of Technology                ลำดับที่ 48 (57)
  • Tohoku University                                        ลำดับที่ 49 (68)
  • University of Science and Technology of China ลำดับที่ 59 (49)

In Social Sciences

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 16 (21)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 20 (18)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 21 (24)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 29 (42)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 30 (33)
  • University of Amsterdam                        ลำดับที่ 32 (43)
  • University of Hong Kong                        ลำดับที่ 34 (34)
  • Fudan University                                        ลำดับที่ 40 (51)
  • Tsinghua University                                ลำดับที่ 43 (44)

In Arts and Humanities

  • University of Tokyo                                ลำดับที่ 13(28)
  • Peking University                                        ลำดับที่ 16 (23)
  • Kyoto University                                        ลำดับที่ 20 (37)
  • National University of Singapore                ลำดับที่ 23 (30)
  • Seoul National University                        ลำดับที่ 33 (76)
  • University of Hong Kong                         ลำดับที่ 34 (46)
  • Chulalongkorn University                        ลำดับที่ 49 (119)
  • Waseda University                                        ลำดับที่ 49 (56)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.timeshighereducation.co.uk/hybrid.asp?typeCode=431

University Ranking 2009 – Universities from the Netherlands

Criteria

  • Peer Review Score
  • Employer Review Score
  • Staff/Student Score
  • Citations/Staff Score
  • International Staff Score
  • International Students Score

Overall 200

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 49 (53)
  • Leiden University ลำดับที่ 60 (64)
  • Utrecht University ลำดับที่ 70 (67) ร่วมกับ University of York
  • Delft University of Technology ลำดับที่ 83 (78)
  • Erasmus University Rotterdam ลำดับที่ 108 (126) ร่วมกับ University of Basel (Switzerland), University of California , Davis (US), University of Helsinki (Finland)
  • Maastricht University ลำดับที่ 116 (111)
  • Eindhoven University of Technology ลำดับที่ 120 (129) ร่วมกับ Pennsylvania State University (US)
  • University of Groningen ลำดับที่ 138 (144) ร่วมกับ Chulalongkorn University (Thailand)
  • Wageningen University ลำดับที่ 155 (142) ร่วมกับ Kyushu University (Japan), Lomonosov Moscow State University (Russia),
  • VU University Amsterdam ลำดับที่ 165 (155)
  • University of Twente ลำดับ 200

In Engineering and Information Technology

  • Delft University of Technology ลำดับที่ 15 (17) สูงกว่า Harvard University (22), Princeton University (23), Cornell University (24),
  • Eindhoven University of Technology ลำดับที่ 49 (49)

In Life Sciences and Biomedicine

  • ไม่ติดอันดับ Top 50

In Natural Science

  • Utrecht University ลำดับที่ 35 (37)

In Social Science

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 32 (43)

In Arts and Humanities

  • University of Amsterdam ลำดับที่ 31 (36) – สูงกว่า London School 0f Economics

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.timeshighereducation.co.uk/hybrid.asp?typeCode=431

Review: District 9

District-9วันก่อนไปดูภาพยนตร์ เรื่อง District 9 ที่ Pathé ใน Rotterdam ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย Peter Jackson ทีกำกับ Lord of the Ring และกำกับโดย Neill Blomkamp เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มียานมนุษย์ต่างดาวมาลงจอดที่เมือง โยฮันเนสเบิร์ก ประเทศอัฟริกาใต้ เมื่อ 20 ปีก่อน และยานนั้นก็ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีก มนุษย์ได้ตัดสินใจขึ้นไปบนยานและพบว่ามีมนุษย์ต่างดาวอยู่อาศัยกันอย่างแออัดและเป็นโรค จึงตัดสินใจจัดพื้นที่เรียกว่า District 9 ใกล้กับเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ให้เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องด้วยการขยายตัวของประชากรมนุษย์ต่างดาวทำให้ District 9 กลายเป็นสลัมในที่สุด ในขณะเดียวกัน ชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเริ่มทนไม่ได้และได้ก่อการประท้วงและเข้าทำร้ายมนุษย์่ต่างดาว เผาบ้านเรือนของพวกมัน ทาง MNU ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลจึงตัดสินใจทำการย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวไปยังพื้นที่ที่ไกลออกไป เรียกว่า District 10 แทน

อย่างไรก็ดี การย้ายชุมชนมนุษย์ต่างดาวนี้ มิใช่เพียงวัตถุประสงค์ของการย้ายชุมชนตามความต้องการของชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์กเท่านั้น แต่ยังมีวาระซ่อนเร้นเกี่ยวกับอาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ด้วย เพราะ MNU ก็เป็นองค์กรค้าอาวุธขนาดใหญ่ของโลกด้วยเช่นกัน แต่เนื่องจากอาวุธของพวกเขาเป็นอาวุธกึ่งชีวภาพ คือ ต้องเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเท่านั้นถึงจะใช้ได้ ทั้ง MNU รวมถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ District 9 ซึ่งเป็นพวกกลุ่มอาชญากรชาวไนจีเรีย จึงพยายามที่จะหาทางใช้อาวุธนั้น

เนื่องจากเรื่องนี้ออกจากโรงนานแล้ว จึงน่าจะบอกเรื่องราวของภาพยนตร์ได้มากหน่อยว่า หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่บังเอิญไปสัมผัสกับสารเคมีของมนุษย์ต่างดาว ทำให้ตัวเองกลายร่างเป็นมนุษย์ต่างดาวเสียเอง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของ MNU (Multi-National United : องค์กรนานาชาติ ที่สมมติขึ้นในเรื่องเพื่อดูแลมนุษย์ต่างดาว) และ กลุ่มอาชญากร เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถใช้อาวุธของมนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ต่างดาวก็ต้องการสารเคมีนั้นเพื่อทำให้สามารถขับยานแม่เพื่อกลับดาวของตนได้ด้วย นี่จึงเป็นเรื่องราวของชาย ผู้ต้องการเปลี่ยนตัวเองกลับเป็นมนุษย์เพื่อกลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รัก และมนุษย์ต่างดาวที่ต้องการกลับบ้าน … แต่เรื่องจะดำเนินและจบลงอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้ชมควรจะต้องไปชมด้วยตัวเอง

โดยรวมๆแล้วผมประทับใจกับภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างมาก มันเป็นภาพยนตร์ที่สื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยได้อย่างชัดเจนมาก โดยใช้มนุษย์ต่างดาวเป็นตัวแทนของคนเหล่านั้น การใช้มนุษย์ต่างดาวทำให้คนดูรู้สึกอย่างชัดเจนว่า “เขาไม่ใช่พวกเรา” เราจะเห็นภาพกิจกรรมของมนุษย์ต่างดาวที่หากเราจำภาพในสลัม หรือกองขยะใหญ่ๆในเมืองใหญ่ๆ (อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Slumdog Millionaire) มนุษย์ต่างดาวนั้นก็คือ เหล่าคนจนจากสลัมในเมืองใหญ่นั่นเอง นอกจากนี้หนังยังฉายให้เห็นความไม่เป็นธรรม และการปฏิบัติต่อมนุษย์ต่างดาวอย่างไม่เป็นธรรมอีกด้วยด้วยความที่มองว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นไม่รู้เรื่อง และหลอกได้ง่าย และจงใจที่จะเอาเปรียบเขาแต่ต้นอยู่แล้ว ซึง่ก็คงไม่ต่างอะไรกับในบางกรณีที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือผู้ลี้ภัยนัก

ในขณะแรกเราอาจจะเห็นมนุษย์ต่างดาวเป็น “สัตว์” ไปโดยปริยาย และอาจจะรู้สึกเฉยๆกับการที่พวกเขาถูกขับไล่ เผาบ้านเรือน หรือถูกทำร้ายได้ แต่ด้วยเรื่องราวและวิธีการนำเสนอของ Peter Jackson กลับทำให้ในขณะหนึ่งตอนกลางๆเรื่อง ผมรู้สึกว่า มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้คือมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่ว่านี้ คือ ผู้มีใจสูง ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นถึงจิตใจที่ดีงาม มุ่งประโยชน์ส่วนรวม ความรักและผูกพันของครอบครัว จากทั้งมนุษย์และมนุษย์ต่างดาว ในขณะเดียวกัน ก็เห็นความเป็นสัตว์ชั้นต่ำ กระหายเลือด ไร้สติ จากทั้งสองฝ่ายเช่นเดียวกัน … สำหรับผู้ชมเอง หากทบทวนดีๆ อาจจะพบว่า ตัวเราถูกเรื่องราวหลอกให้พบว่าจริงๆแล้วเราเองคิดเลวกว่ามนุษย์ต่างดาวเหล่านั้นเสียอีก (ผมก็โดนด้วย!!)

อย่างไรก็ดี ผมว่าตัวบทภาพยนตร์ได้ชี้ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่ง อย่างสุดโต่งก็คือ “เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา” ในเรื่องนี้สุดโต่งไปกว่านั้นอีกคือ ต้องไปเป็นมนุษย์ต่างดาวเองเลย จึงจะเข้าใจจิตใจกันและกัน … มองกันอย่างเป็นมนุษย์ และยินดีช่วยเหลือกันจากใจจริง

บางทีปัญหาที่เกิดกับผู้ลี้ภัย และผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายนั้นที่ยังแก้ไม่ได้และเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบันเพราะจริงๆแล้ว พวกเรา (อันอาจหมายถึง รัฐบาล และผู้คนที่เขาเป็นตัวแทน – คนในชาติ) อาจจะไม่ได้มองผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย หรือผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้น (เช่น ชนกลุ่มน้อยที่ลี้ภัยการเมืองเข้ามาในไทย ตามเขตตะเข็บชายแดนไทยพม่า, ชาวบ้านที่ถูกไล่ที่จากการสร้างเขื่อน, คนจน, โสเภณี ฯลฯ) เป็นมนุษย์เหมือนกับเราก็ได้ … เราอาจจะรู้สึกว่าเราอยู่คนละโลกกัน และสิ่งที่เค้าเป็นแบบนั้น เป็นเพราะเขาเลือกที่จะเป็นเองก็ได้ … และถ้าเราไปช่วยก็ “อาจ” จะทำให้เราเสียบางอย่างที่เป็น “ของเรา” ไปก็ได้ หรือไม่ก็ไม่เคยคิดจะสนใจอยู่แล้ว เหมือนเห็นนกต้องบินออกจากรังเพราะต้นไม้ที่มันอาศัยอยู่โดนตัด เห็นสุนัขโดนไล่เตะไล่ตีเพราะไปคุ้ยถังขยะ

บางทีลึกๆภาพยนตร์อาจจะต้องการสื่อว่า มนุษย์ควรจะเข้าใจกันและเห็นใจกัน โดยมองข้ามรูปลักษณ์และความแตกต่างภายนอกและภายใน (เช่นความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา ฯลฯ) เข้าไปถึงจิตใจของเขามากกว่า… พยายามเข้าใจกัน เรียนร้ ให้อภัยกัน และเชื่อมั่นในความดีของกันและกัน … ในขณะเดียวกัน หากเราสามารถสละความต้องการส่วนตัวเพื่อคนอื่น (เสียสละ) ได้ละก็ ความสุขใจย่อมเกิดขึ้นในใจของเขาในบัดดล ในขณะที่หากเรามุ่งแต่เอาทุกอย่างเข้าตัว … แม้ในยามที่เรามีทุกอย่างพร้อม หรือยังไม่ได้เสียอะไรไป เราอาจจะไม่มีความสุขเลยก็ได้ (แสดงออกมาในช่วงสุดท้ายของเรื่องที่พระเอกที่เป็นมนุษย์ได้เสียสละโอกาสที่ตนจะได้กลับคืนร่างเดิมเพื่อให้มนุษย์ต่างดาวได้กลับบ้านของตน) …

ทดลอง เวิร์ดเพรส

วันนี้มาทดลองเวิร์ดเพรสที่วัดพุทธวิหาร กรุงอัมสเตอร์ดัมทำกิจกรรมดังนี้

  • ทำบุญตอนเช้า ถวายเพล
  • สวดมนต์
  • ฯลฯ

กิเลสไม่ใช่เรา!!

*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น …หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***

โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา … (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)

โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ)

จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น

นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน …​และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน

อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที … แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น …

ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” … เป็นต้น

ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ?

ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ … เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ … ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์

สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..

ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” … หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน …​กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง …หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง …

สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว …ไม่ต้องพยายามกดมัน … ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย … อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก​

การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น …​สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :

สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก …​ เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข” ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที …

หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข

ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก …​ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม

อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) ….

ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป

ที่ปรึกษาจำเป็น: จะทำให้คนออกจากห้วงทุกข์อย่างไร?

ช่วงนี้มีโอกาสได้เป็นที่ปรึกษาให้กับใครหลายๆคนเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องจิตใจ และบาดแผลจากความรัก หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหญิงชาย เรื่องรักๆใคร่ๆ

ในโอกาสอย่างนี้การใช้ธรรมะเข้าช่วยในการให้คำปรึกษาให้ผลค่อนข้างจะดีพอสมควรทีเดียว

จากที่ผมประสบมา คนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจะมีลักษณะที่อุปมาได้ดังนี้คือ

เปรียบเหมือนคนถูกผลักตกลงมาในกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำท่วมเฉียบพลัน โดนพัดไปกระแทกโขดหินและอื่นๆในกระแสน้ำ และก็หมดแรงจากความพยายามที่จะออกจากกระแสน้ำ เพราะน้ำมันแรงเหลือเกิน

(ตรงนี้เปรียบได้กับ หลังจากที่เผชิญเหตุการณ์อันเลวร้าย จิตใจเหมือนตกอยู่ในห้วงทุกข์ จิตใจหมองหม่น ไม่สว่างไม่มีกำลัง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมันมากมายเสียจน ยากที่จะดึงตัวเองออกจากความทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอความทุกข์แรงในช่วงแรกนั้น ย่อมเหมือนกับตกลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตั้งตัวไม่ติด…​ในขณะเดียวกัน แม้พยายามจะออกจากห่วงทุกข์ก็ทำไม่ได้ และก็ทุกข์เพิ่มเพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ …และจิตใจก็หมดแรงไปเพราะความทุกข์นี่เอง)

เราในฐานะคนช่วย ก็ไม่สามารถกระโดดลงไปในแม่น้ำได้ (เว้นแต่จะมีกำลังแบบเหลือล้น) ทำได้เพียงตะโกนบอกให้จับโขดหินไว้ หรือโยนเชือกลงไปให้จบรั้งเอาไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไหลลงไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากนั้น …แค่จับให้มั่นก็ทำได้ลำบากแล้ว อย่าว่าแต่ให้รั้งตัวเองและฝืนตัวข้ามกระแสน้ำมาขึ้นฝั่งเลย

(ตรงนี้ก็คือ เราเองก็ไม่สามารถไปร่วมทุกข์กับเขาได้ ถ้าเราไปร่วมทุกข์ ตกอยู่ในห้วงทุกข์ร่วมกันแล้ว ก็ยากที่จะช่วยกันพาขึ้นมาจากห่วงทุกข์ได้ … เราทำได้แค่ เตือนสติเขา  ให้เครื่องมือ ให้เขามีสติเพียงเท่านั้น …​ในช่วงเวลาที่ความทุกข์ยังไหลบ่ามา)

อย่างไรก็ดี ไม่มีน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากครั้งไหนที่จะเชี่ยวกรากตลอดเวลา สักพักน้ำจะค่อยๆอ่อนกระแสลงเองโดยธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงควรรั้งตัวเองเอาไว้ เพื่อรอจังหวะที่น้ำจะเบากระแสลง ในจังหวะนั้นเอง เขาอาจจะได้พักหรือพอจะมีกำลังมากขึ้น และเมื่อกระแสน้ำอ่อนแรงมากแล้ว เขาจึงสามารถฝ่ากระแสน้ำที่เบาบางลงมาขึ้นฝั่งได้

(ความทุกข์จะค่อยๆเบาบางไปตามกาลเวลาเอง หากเรามีสติอยู่กับตัว และไม่ไปคิดไปรู้สึกต่อเอง (คือคนส่วนใหญ่พอทุกข์แล้วมักจะคิดมากรู้สึกมากไปเองเพิ่มขึ้นไปอีก ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นไปอีก) และหากประกอบกับได้ทำกิจกรรมที่ทำให้จิตมีกำลังมากขึ้น ก็จะทำให้เขามีแรงที่จะเดินขึ้นจากน้ำเองได้

การอุปมานี้ เขียนเพื่ออยากให้เข้าใจว่าเวลาคนทุกข์ใจนั้น มันไม่ใช่จะ ฮึบ! แล้วออกจากกองทุกข์ได้โดยง่าย … แต่มันมีช่วงเวลาและเหตุปัจจัยของมันอยู่ การที่เราพยายามกดดันให้ผู้คนเข้มแข็งเวลาที่ทุกข์นั้น อาจจะดีในช่วงแรก แต่ถ้าทำบ่อยๆกลายเป็นว่า เขาจะรู้สึกว่า ทำไมฉันช่างอ่อนแออย่งานี้ ยังออกจากทุกข์ไม่ได้ และก็กลายเป็นทุกข์เพิ่ม เพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ แต่ “ทำไม่ได้”… ฉะนั้นต้องให้เวลาเค้าด้วย

คนให้คำปรึกษาต้องรับฟังและเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น พยายามเข้าใจเหตุปัจจัยและเงื่อนไข ทั้งภายนอก และภายในจิตใจของเขาที่ทำให้เขาไปตกอยู่ในห้วงทุกข์นั้น หากเขามีเรื่องอัดอั้นก็ควรให้เขาระบายออกอย่างเต็มที่ (แต่ก็ต้องดูมิให้ระบายจนจิตใจดำดิ่งลงไปในห้วงทุกข์อีก) หลังจากนั้นเราจึงค่อยให้คำปรึกษา

โดยสรุปคือ สิ่งที่ผมแนะนำคนที่มาปรึกษาไปมี 2 อย่างคือ

  1. ดูแลไม่ให้จิตใจตัวเองไปตกหล่ม จมกองทุกข์  -
    • ในส่วนนี้สามารถทำได้ โดยการฝึกสติ  (โปรดอ่านเพิ่มเติมในวิปัสสนานุบาล ของดังตฤณ หรือ ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    • รักษาศีล / หรือ ทำให้ตนเองมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น  ห่างไกลจากอบายมุข – คือ การมีศีล และห่างจากอบายมุข ช่วยให้เราไม่ทุกข์เพิ่ม และเป็นการปิดประตูสู่ทางต่ำของเรา …​หลายคนเมื่อทุกข์แล้วพลาดลงไปทางตกต่ำเลยก็เยอะ ฉะนั้นข้อนี้ต้องทำก่อน
  2. ทำให้จิตใจสว่างขึ้นมีกำลังมากขึ้น – ในส่วนนี้ทำได้หลายวิธี เช่น
    • ทำบุญ (โปรดดู  บุญกริยาวัตถุ 10 เพื่อดูว่า อะไรบ้างที่ทำแล้วได้บุญ) การทำบุญก็คือการทำให้จิตใจพองโต หรือสว่างขึ้นมานั่นเอง เมื่อจิตสว่างขึ้นจิตก็จะมีพลังขึ้นมา .. หากทำบ่อยเข้าก็จะช่วยให้ออกจากห่วงทุกข์ได้ง่ายขึ้น
    • ทำสมาธิ – การทำสมาธิคือการทำให้จิตรวมตัวไม่ฟุ้งกระจาย สามารถใช้การนั่งสมาธิติดตามลมหายใจก็ได้ หรือจะสวดมนต์ก็ได้
    • ทำสิ่งดีๆ/ สิ่งที่เป้นแรงบันดาลใจ – บางคนจะมีกำลังมากขึ้น หากได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และยิ่งหากสิ่งที่ตัวเองรักนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม และต้องอาศัยความครีเอทีฟมากละก็ จะทำให้คนที่มีจริตช่างคิดและมีจิตสาธารณะฟื้นตัวจากห่วงทุกข์ได้รวดเร็วนัก …​หรือการที่เตือนตนเองถึงสิ่งดีๆที่ตนเคยทำต่อคนอื่นก็พอช่วยได้เช่นกัน (เหมือนระลึกถึงบุญที่ตนเคยทำไว้นั่นเอง)

เท่าที่ผ่านมาประมาณ 4-5 เคส ก็มักจะเป็นแบบนี้นะครับ และวิธีการที่บอกข้างต้นก็ดูจะพอช่วยให้เขาออกจากห้วงทุกข์ได้พอสมควร หลายคนผ่านไปได้ด้วยดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น

จึงอยากจะนำบทเรียนที่สรุปได้มาแบ่งปันกันครับ

หากใครมความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อติชมโปรดบอกและแบ่งปันครับ

สนทนา: บทความ ฟักกลิ้งฮีโร่กับคืนที่สังคมไทยนอนไม่หลับ ของ อติภพ ภัทรเดชไพศาล

ชล บุนนาค

คุณอติภพ ภัทรเดชไพศาล เขียนบทความชื่อ ฟักกลิ้งฮีโร่กับคืนที่สังคมไทยนอนไม่หลับใลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐออนไลน์ (อ่านได้ที่ลิงค์นี้ http://www.siamrath.co.th/UIFont/ArticleDetail.aspx?acid=3956) บทความนี้คอมเมนต์เพลง ราตรีสวัสดิ์ ของ คุณฟักกลิ้ง ฮีโร่ ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้ว ผมีความคิดเห็นต่อบทความดังกล่าวในฐานะคนแต่งเพลง และคนที่พอจะอ่านเขียนได้ดังนี้

ผมรู้สึกได้ชัดว่า คุณอติภพคอมเมนต์ลึกลงไปในรายละเอียดของเนื้อหามาก และแตะเล็กน้อยเกี่ยวกับสไตล์เพลง อย่างเช่นประเด็นประโยชคที่บอกว่า “เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร” ที่ผู้เขียนบอกว่ามาเกี่ยวอะไรกับปัญหาชายแดนใต้ มันเป็นประเด็นเรื่องชาติินิยมสมัยจอมพล ป. ต่างหาก และบอกว่ามันผิดที่ผิดทาง โยงท่อนฮุคที่ร้องโดยคุณ ธีร์ ไชยเดช กับเรื่องโรแมนติกชาตนิยม …​ วิพากษ์ว่า เนื้อหาของเพลงสะเปะสะปะ เช่นใส่เรื่องเดือนตุลาแทรกเข้ามา … วิพากษ์ประเด็นที่เรียกขบวนการที่ภาคใต้ว่า “ข.จ.ก.” ทั้งที่แท้จริงเขาเรียนตัวเองว่า B.R.N. และทิ้งท้ายเอาไว้ในตอนท้ายว่า ความเป็นชาตินิยมนั้นแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ และมองว่าการยกย่องสดุดีทหารในเวลาและสถานการณ์แบบนี้ก็ดูเหมือนจะผิดกาละเทศะ

ผมเห็นด้วยในหลายประเด็นโดยเฉพาะที่บอกว่า ชาตินิยมแก้ปัญหาภาคใต้ไม่ได้ และเรื่องนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของปัญหาต่างๆที่เชื่อมโยงการ มากกว่าความเป็นอิสลามและสำนึกเรื่องชาติพันธ์ุเสียอีก และก็เห็นด้วยกับอ.นิธิที่ผู้เขียนอ้างในตอนท้ายว่า ตำรวจ-ทหารไม่ใช่ทางออกของการปราบปรามการก่อการร้าย

อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่า คุณอติภพ ถึงเปิดหูแต่ไม่ได้เปิดใจฟังเพลงนี้เสียเท่าไหร่ และไม่ได้เข้าใจจุดมุ่งหมายของเพลง เนื้อเพลงและวิธีการแต่งเพลง จึงได้วิจารณ์ในเรื่องเนื้อเพลงไปอย่างนั้น นอกจากนี้ผมคิดว่า ข้อเขียนมีความสับสนในความเข้าใจศักยภาพในสื่อประเภทต่างๆ ในการสื่อสารความจริงอยู่มาก

ประการแรก หากได้ฟังการสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งฟังเนื้อเพลงดีๆก็ตาม เพลงนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะ “แก้ปัญหาชายแดนใต้” แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนไม่ให้คนไทยนั้นลืมว่า สถานการณ์ในภาคใต้ก็ยังไม่ได้หยุดหายไป และไม่ลืมว่ายังมีทหารตัวเล็กๆที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ไปประจำการ ซึ่งเป็นเพียงเหมือนหมากตัวหนึ่งในยุทธศาสตร์การแก้ปัญหา (ไม่ว่าจะถูกหรือผิดทาง) เท่านั้น

ถ้าฟังให้ชัดจะเห็นว่า เนื้อเพลงโดยหลักแล้ว “ไม่ได้สนับสนุนการดำเนินการทางทหารในภาคใต้ ” แต่ต้องการจะสื่อสาร “เสี้ยวหนึ่ง” ของความจริงในจิตใจของทหารที่ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ภาคใต้ มาถึงคนในวงกว้างเท่านั้น คือ ถ้าจะบอกว่า มันเป็นเพียงแนวคิดแบบโรแมนติคที่ต้องการจะปลุกความเป็นชาตินิยมเท่านั้นก็คงจะดูถูกน้ำใจทหารไทยไปหน่อย ซึ่งแน่นอนทหารเหล่านั้นก็คงถูกแนวคิดโรแมนติคชาตินิยมกล่อมใจให้กล้าหาญไปเป็นทหารและลงไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ท้ายที่สุดแล้วเค้าก็มีความตั้งใจดีที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะตำหนิแต่อย่างใด …​ผมลองฟังอีกหลายรอบก็ยังไม่เห็นจุดไหนเลยที่เนื้อเพลงส่งเสริมปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว

ประการที่สอง ในส่วนของการคอมเมนต์เนื้อเพลงนั้น ผมเห็นว่าเป็นการคอมเมนต์ที่ไม่ได้ดูบริบทของเนื้อเพลงในช่วงนั้นๆ แต่เป็นการดึงขึ้นมาเพียงประโยคเดียว และจับมันเทียบกับ สิ่งที่คุณอติภพ “คิดว่า” เป็น Theme ของเพลง เช่น

-การคอมเมนต์์ช่วงประโยค “เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร” ซึ่งจริงๆมันต่อมาจาก “…เป็นหน้าที่ของกองพลทหารราบที่รักตัวเอง น้อยกว่าคนในชาติไทย ….​เพราะรู้ว่าเลือดเนื้อเค้าจะสละไม่ให้เราเป็นทาสใคร…” ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่สาธยายอุดมการณ์ของทหารเหล่านั้น โดยเนื้อเพลงไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ก่อนนั้นเลย …​ฉะนั้น ผมก็คิดว่า เนื้อเพลงตรงจุดนี้มีความเหมาะสมและส่งเสริมเนื้อหาในท่อนแรกอยู่แล้ว และไม่ได้ผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด

- การคอมเมนต์ ว่า เนื้อเพลงในส่วนนี้ “ในคืนที่ผมกินเหล้าอยู่นั่งเล่น ในคืนที่ป้าข้างห้องยังตั้งวงป๊อกเด้ง คืนที่เด็กมัธยมนั่งท่องตำราเอนท์จุฬา คืนที่ใครหลายคนลืมชื่อคนเดือนตุลา…” ถูกแทรกเข้ามาเฉยๆโดยไม่ได้มีบริบทเกี่ยวข้องเลย นั้น ก็เป็นเพราะว่าคุณอติภพมองเพียง “บริบท” ซึ่งในที่น่าจะเป็น สถานที่/เหตุการณ์ ที่อยู่ใน Theme ของเพลง แต่คุณอติภพกลับลืมมองบริบทในเชิงของ “เนื้อหา” และ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงส่วนนั้นไปอย่างน่าประหลาด ผมฟังแล้วผมเข้าใจได้ว่า ท่อนนี้ทั้งท่อนหากตัดประโยค เดือนตุลา ออกไป มันจะเป็นเพียงการสาธยายเหตุการณ์ในคืนหนึ่ง ที่คนหลายๆคนทำกิจกรรมต่างๆกัน …แต่ประโยคเดือนตุลา เมื่อใส่เข้ามาแล้ว มันก็เห็นจุดประสงค์ของผู้แต่งที่ต้องการจะย้ำ คนทั่วไปนั้นบางครั้งอาจจะสนใจเรื่องของตนเองจนลืมไปว่า มีคนที่เขาสละชีวิตของตนเพื่ออุดมการณ์ เพื่อสังคม เพื่อชาติ เหมือนคนเดือนตุลา เหมือนทหารในเนื้อเพลงนี้ ผมจึงไม่เห็นว่า ประโยคนี้จะมีความสะเปะสะปะหรือผิดบริบทแต่อย่างใด แต่มันทำหน้าที่ในการย้ำเนื้อหาหลักที่ต้องการจะสื่อให้ชัดขึ้น

ประการที่สาม เพลงเป็นสื่อบันเทิง มุ่งให้ความบันเทิงหรือสร้างอารมณ์แบบใดแบบหนึ่งให้กับคนฟัง แน่นอนว่าเพลงมีพลังมากพอที่จะทำให้คนลุกขึ้นมาทำอะไรก็ตามทั้งดีหรือร้ายได้ จึงมีความจำเป็นท่ีจะต้องมีความระมัดระวังในการแต่งเนื้อเพลง …​อย่างไรก็ดี คุณอติภพคงเห็นว่า ควรจะต้องระวังกับ Fact ให้มาก จึงได้ยกประเด็นเรื่อง ข.จ.ก. ซึ่งจริงๆแล้ว เป็น B.R.N. ขึ้นมา

ในจุดนี้ผมเห็นค่อนข้างต่างมาก เพราะถ้าคุณอติภพมาแต่งเพลงจริงๆ จะพบว่า มันค่อนข้างยากมากที่จะหาคำแต่ละคำเพื่อให้มีสัมผัสที่ฟังได้ ยิ่งเพลงภาษาไทยยิ่งมีความลำบากมากเพราะมีข้อจำกัดเรื่องวรรณยุกต์เข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เพลงหนึ่งเพลงมีความสามารถในการรวบรวมข้อมูลเทียบเท่ากับ essay สั้นๆ ที่เราเขียนส่งเวลาสอบภาษาอังกฤษเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น ไม่สามารถใส่ footnote หรือวงเล็บอ้างอิงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการได้ ฉะนั้นจริงๆแล้ว Fact ที่แม่นยำเป๊ะๆเหมือนที่คุณอติภพคาดหวังจากเพลงนี้นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือทำได้ยากยิ่งยวดมากๆ

สิ่งที่นักแต่งเพลงควรจะระมัดระวังในการแต่งเพลง ผมคิดว่า เป็นเรื่องของ “จุดมุ่งหมาย” ของเนื้อเพลงที่แต่งออกมามากกว่าที่ควรจะต้องระมัดระวัง เพราะเนื้อเพลงนี่เองที่หอบเอา “จุดมุ่งหมาย” ของคนแต่ง เข้าไปในใจของผู้ฟัง ถ้าจุดมุ่งหมายถูกเป็นแบบใด เนื้อเพลงก็จะสะท้อนออกไปแบบนั้น สำหรับผมเมื่อฟังเพลงราตรีสวัสดิ์ รวมถึงฟังการสัมภาษณ์ของผู้แต่งแล้ว ผมเห็นว่า จุดมุ่งหมายกับเนื้อเพลงของเขานั้นมีความสอดคล้องกันอย่างแน่นแฟ้น ลงไปในระดับประโยคเลยทีเดียว และจุดมุ่งหมายเพื่อให้เห็นใจและให้กำลังใจ คนที่ “ถูก” บัญชาการให้ไปประจำการในพื้นที่อันตรายนั้น ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีความเสียหายตรงไหน ซ้ำยังน่าจะกระตุ้นให้คนไทยไม่ลืมและไม่ชาชินกับปัญหาภาคใต้ รวมถึงกิจกรรมทางสังคมอื่นๆอีกด้วย

หากเพลงราตรีสวัสดิ์เป็นบทความที่ลงในหนังสือพิมพ์อย่างที่คุณอติภพเขียนแล้วละก็ ผมจะเห็นด้วยกับคุณอติภพอย่างยิ่งกับการตำหนิความไม่แม่นยำในเนื้อหา แต่ใช้เกณฑ์การวิเคราะห์บทความมาวิจารณ์เพลงนี่ผมเห็นว่ามัน “ผิดกาละเทศะ” ไปสักหน่อย

ประเด็นสุดท้าย ผมคิดว่า การมองอะไรแบบผิวเผิน และใช้คอนเซปใหญ่ๆอย่างคำว่า “ชาตินิยม” มาจับอย่างเผินๆ โดยไม่ได้คำนึงถึง บริบท( ซึ่งในที่นี้หมายถึงจุดมุ่งหมายของคำแต่ละคำ ประโยค วรรค ที่มีหน้าที่ของตนมารวมกันเป็นเพลงเพื่อนำเสนอจุดมุ่งหมายหนึ่งๆ ) และรายละเอียดต่างๆในเพลงเลยนั้น ก็อาจทำให้การรับรู้เนื้อเพลงและจุดมุ่งหมายของเพลงพลาดไปก็ได้ ซึ่งผมก็ว่านี่เป็นการสะท้อนความ “บิดเบี้ยวทางความคิดและการรับรู้” อันเนื่องมาจากการศึกษาเช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผมคิดว่าเพลงราตรีสวัสดิ์ได้ดึงให้ประเด็นภาคใต้กลับเข้ามาอย่ในความสนใจของคนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง ทั้งในแบบที่เคลิ้มไปกับเพลง และแบบที่วิพากษ์วิจารณ์ สำหรับผมแล้ว ผมชื่นชมใน “ความตั้งใจดี” ของผู้แต่ง แม้ว่าจะไร้เดียงสา ขาดข้อมูล หรืออะไรก็แล้วแต่ตามที่ผู้คนจะว่ากันไป แต่ผมคิดว่า คนที่ “ตั้งใจดี” ควรจะได้รับการส่งเสริม การส่งเสริมนี้มีหลายรูปแบบรวมถึงการวิพากษ์ด้วย คือ การที่ตำหนิแต่ขณะเดียวกันก็มีการเสนอทางออกหรือแนวทางอื่นๆที่ดีกว่าให้ด้วย มิใช่ติแต่เพียงอย่างเดียว การติเพื่อก่อนี่เอง ที่จะทำให้คนที่ “ตั้งใจดี” ยังคงมีกำลังใจจะทำสิ่งดีๆต่อไป และพัฒนาสิ่งที่ทำให้ดียิ่งขึ้น ตรงจุดมากขึ้น และสร้างประโยชน์ให้กับคนหมู่มากยิ่งขึ้นไป

คุณภาพจิต กับการศึกษา

ตอนค่ำของวันก่อนได้นั่งคุยกับ ทิงหยู เพื่อนไต้หวันที่มาเที่ยวปารีสด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ นอกจากนี้เขายังได้สาธิตและเราก็นั่งสมาธิร่วมกันก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วย จากการคุยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมาธิและความรู้ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ดังนี้

ทิงหยูบอกว่า เมื่อเราจิตเรามีความเหมาะสมและมีกำลังระดับหนึ่งจากการฝึกสมาธิ ประกอบกับการที่เรามีข้อมูลเบื้องต้นในสมอง จากการอ่านหนังสือ/ฟังครูสอน เราจะสามารถเกิดญาณทัศนะได้ง่ายขึ้น หรือหากเป็นเวอร์ชั่นที่ extreme กว่านั้นก็คือ จริงๆแล้วความรู้นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เราเพียงแต่ต้องทำจิตใจเราให้พร้อมกับการรับองค์ความรู้นั้น เมื่อเวลามาถึง

ญาณทัศนะในที่นี้ก็คือ ความ “รู้” นั่นเอง นึกถึงจังหวะนึกออก หรือ เกิดความตระหนักในเรื่องบางเรื่อง แล้วรู้สึก อ๋อ หรือ อ่าฮ่า!!! อะไรแบบนี้ เรื่องที่รู้ขึ้นมานั่นก็คือ ญาณทัศนะ ในที่นี้ หรือ ความ “รู้” นั่นเอง

แต่โดยสรุปคือ ความ “รู้” นั้นไม่ได้มาจากการวิ่งหาเอาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยจิตที่พร้อมที่จะ “รู้” คำตอบจากคำถามที่เราตั้งเพื่อหาความรู้นั้นอีกด้วย หากจิตเราไม่พร้อม วิ่งหาเท่าไหร่ก็เจอได้ยาก แต่หากจิตพร้อม แม้เราไม่ได้วิ่งหามันอยู่ จู่ๆมันก็จะโผล่ขึ้นมาให้เราเห็น

ฉะนั้นสภาพจิตใจที่เหมาะสมจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น Necessary Condition ในการศึกษาหาความรู้ ไม่ว่าจะทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม คำว่า Necessary Condition นั้นหมายถึงว่า ถ้าเกิดมีสภาพจิตที่เหมาะสม จะสามารถทำให้เกิดความรู้ได้ ในขณะเดียวกัน การเกิดความ “รู้” ขึ้นนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากสภาพจิตที่ไม่เหมาะสมได้ Necessary Condition อีกอย่างนึงที่จำเป็นในความเห็นของผมก็คือ input ในการหาคำตอบ หากมี input เช่นความรู้/ ข้อมูลต่างๆ ที่เหมาะสมจะทำให้เกิด ความ “รู้” ได้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามของเราที่ใส่ลงไปในการหาความรู้อาจเรียกได้ว่าเป็น Sufficient Condition ก็ได้ หมายความว่า หากเราใส่ความพยายามลงไป ความ “รู้” ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ การเกิด ความ“รู้”นั้นอาจจะไม่ต้องอาศัยความพยายามก็ได้ จู่ๆก็มา

ความพยายามที่ควรจะใส่ลงไปคือ ความพยายามในการหา input มากกว่า มิใช่ความพยายามในการคิดเพื่อให้เกิด ความ “รู้” เพราะความ “รู้” ไม่ได้มาจากการ “คิด” แต่มาจากการที่จิตของเรามัน “รู้” ของมันเอง หรือถ้าพูดอีกอย่างก็คือ เราไปบังคับสมองของเราไม่ได้หรอก สมองมีธรรมชาติในการทำงานของมัน และเมื่อมันทำงานเสร็จคำตอบก็จะ pop – up ขึ้นมาเอง เหมือนกับคอมพิวเตอร์ ที่เราทำได้เพียงการ คีย์ข้อมูลให้สมบูรณ์ ส่วนการประมวลผลเป็นเรื่องของศักยภาพของคอมพิวเตอร์

ฉะนั้นหากเราต้องรับมือกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ประณีตมากขึ้นเท่าไหร่ ศักยภาพของจิตเราก็ต้องมีความเหมาะสมกับความละเอียดอ่อน ประณีต ของประเด็นที่เรากำลังต่อกร กับมันอยู่ด้วย ระดับความประณีตของประเด็นที่เรากำลังต่อกรอยู่ก็คือ ระดับของความเป็นามธรรม (Abstract) ของประเด็นนั่นเอง หากเราประเด็นนั้นมีความเป็นนามธรรมต่ำ เช่น เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตปกติประจำวัน สมอง มนุษย์ปกติคนนึงก็สามารถจัดการได้ หากเพิ่มระดับขึ้นมาเป็นการทำงานในวิชาชีพหนึ่ง ซึ่งต้องเข้าใจหลักการหนึ่งๆผนวกกับทักษะในการปฏิบัติ การเข้าใจหลักการปฏิบัตินั่นก็จะเป็นอีกระดับหนึ่งของนามธรรม , หากเพิ่มระดับเป็นเรื่องเชิงทฤษฎี อย่างนักวิชาการทำการ ก็ต้องอาศัยคุณภาพ/ศักยภาพของจิตอีกระดับ หากเป็ฯเรื่องเชิงปรัชญา/คณิตศาสตร์ ก็จะเป็นอีกระดับ และเรื่องที่เป็นระดับสูงสุดเท่าที่ผมจะรู้ได้ตอนนี้ก็คือ เรื่องของการพิจารณา “ธรรม” ในพระพุทธศาสนานั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า อย่างผมเองในฐานะนักวิชาการนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคอยดูแลคุณภาพจิตของตนเองให้มีความเหมาะสมกับการรับมือกับประเด็นที่กำลังศึกษาอยู่ให้บ่อย ให้มาก หากพลาดทำคุณภาพจิตตกต่ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนอย่างมากแน่ๆ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้คุณภาพจิตของเราตกต่ำนั่นโดยมากมักเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการละเมิดกติกาในอุโบสถศีล หรือ ศีล 8 นั่นเอง

หากเราไปเบียดเบียน/พรากชีวิตคนอื่น ย่อมไม่สบายใจ ย่อมกังวลใจกับความผิดหรือการถูกตามแก้แค้น จิตแบบนี้มาคิดเรื่องวิชาการไม่ได้แน่

หากเราไปทุจริต ขโมยของ แอบขึ้นรถไม่จ่ายตังค์ สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้เรามีความกังวลว่าจะถูกจับได้หรือไม่ได้ นอกจากนี้ การที่เรารู้แก่ใจว่าเราขโมยของ ผมว่ามันทำให้เรามีปมในใจ ซึ่งจะลด self-esteem ของเราลงไปเหมือนกัน จาก
ประสบการณ์ผมว่ามันส่งผลต่อศักยภาพในการคิดของเราไม่น้อย

หากเราหมกมุ่นกับเรื่องกามรมณ์ โดยเฉพาะเรื่องเพศตรงข้ามหรือเร่ืองกิจกรรมทางเพศ (นี่ไม่ต้องพูดถึงไปคบชู้ก็ได้)
จิตใจเราย่อมไม่อยู่กับงานที่ต้องทำเป็นแน่ กิจกรรมทางเพศลดพลังในการทำงานของสมองลงไปด้วย เพราะมันไปหล่อเลี้ยงส่วนอื่นแทน นอกจากนั้นแล้วยังก่อหมอกมัวๆมาบังจิตเราไม่ให้รู้ในสิ่งที่รู้ได้เมื่อจิตใสกว่านี้อีกด้วย

หากโกหก พูดจาส่อเสียด ยุแยง จิตเราย่อมบิดเบือนไปตามสิ่งที่เราพูด รู้เห็นไม่เป็นตามจริง จิตใจยังตกต่ำและเร่าร้อน เพราะการพูดส่อเสียดยุแยงโดยมากมักมาจากจิตที่มีโทสะหรือความโกรธเป็นส่วนประกอบ ย่อมไม่เหมาะกับการคิดเรื่องวิชาการ การพูดเพ้อเจ้อบ่อยๆ ก็เป็นการฝึกจิตเราให้คิดอะไรไร้สาระ ไร้หลักการ เป็นไปเพื่อความคะนองปากแต่ถ่ายเดียว พลังของจิตใจจึงถูกจัดสรรไปในเรื่องเหล่านั้นบางส่วน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ แต่นั่นย่อมเทากับเสียโอกาสเอากำลังส่วนนั้นมาคิดเรื่องที่เป็นสาระแน่ และยิ่งทำมากก็ยิ่งเคยชิน จะบังคับให้มาคิดเรื่องซีเรียสก็อาจจะยาก …

หากกินเหล้า/เมายา …คนเราคิดงานไม่ออกตอนกำลังเมาอยู่แน่นอน นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ามันลดศักยภาพของสมองลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และการเรียนคืนความจำ (Recall) ยิ่งรับแอลกอฮอล์ยิ่งเรียกความจำได้ยาก อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากการเล่นดนตรีในร้านอาหาร ถ้เกิดมีแอลกอฮอล์เข้าไปในกระแสเลือดแม้นิดเดียว เนื้อเพลงหายไปใจสมองต่อหน้าต่อตา!!! การเรียกคืนความจำนี้สำคัญต่อการทำงานของสมองในประเด็นที่ละเอียดประณีต เปรียบเหมือนเราใช้ excel คำนวนข้อมูล เสร็จแล้วมันลืมเอา cell x ถึง y มาคำนวนนั่นแหละ คำตอบที่ได้มาย่อมพลาดไปได้

การทานอาหารยามวิกาล ผมเข้าใจว่ายังพออนุโลมได้ เพราะมิฉะนั้นอาจจะหิวกันได้ … แต่หากละไปด้วยแล้ว นอกจากจะลดน้ำหนักได้ ยังทำให้ไม่ง่วงเวลาทำงานช่วงกลางคืนอีกด้วย นอกจากนี้ยังทำให้ตื่นไว เพราะจะหิวตอนเช้า ตอนตื่นตอนเช้าก็จะรู้สึกตัวเบาๆ เพราะไม่มีของเสียในท้องต้องถ่ายออกมา

แต่การดูเรื่องบันเทิง นี่ผมว่าเป็นอุปสรรคหลักประการหนึ่งเลยทีเดียว หลายคน รวมถึงผมเอง มีอาการติด Youtube, BBTV , เกมส์ใน facebook ฯลฯ ซึ่งกินเวลของเราไปอย่างมากมาย และส่งผลต่อความสามารถในการบังคับตัวเองให้ทำงานอีกด้วย เรื่องบันเทิงนี้ส่งผลอย่างน้อยสองประการคือ หนึ่ง มันประทับกับใจเราค่อนข้างแน่น เพราะการรับรู้มาอย่างน้อยสองทางคือ ทางตากับทางหู ฉะนั้น ถ้าจิตเราถูกเรื่องบังเทิงบังอยู่ หรือมัน process ซ้ำไปซ้ำมา ย่อมทำให้ไม่สามารถคิดได้อย่างเหมาะสม ต้องใช้เวลานานกว่าจะจูนจิตเราให้มาโฟกัสกับเรื่องวิชาการ ประการที่สองคือ มันจะเป็นจุดพักของจิตเมื่อเราเกิดความเครียด และจะทำให้เราเคยตัว เมื่อเราจะทำงานเรามักจะเริ่มเครียด ถ้าเกิดดูพวกนี้บ่อยๆก็จะไม่ได้ทำงานเลย เพราะว่าพอเริ่มเครียดมันเข้าไปเรื่องบันเทิงก่อนเลย ไม่ทำงาน พอไม่ทำงานก็เครียดเพิ่ม พอเครียดเพิ่มก็ไปดูเรื่องบันเทิง เป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยๆ

ผมจึงคิดว่า เราควรต้องจัดเวลาเรื่องบันเทิงให้ชัดเจน เหมือนตอนเด็กๆที่พ่อ/แม่เราต้องคอยกำหนดเวลาดูทีวีหรือเล่นเกมส์ให้เรานั่นเอง แต่ถ้าคุมตัวเองให้ไปวุนวายกับเรื่องนีวันเสาร์อาทิตย์ได้ก็น่าจะดี เพราะเราจะได้โฟกัสกับงานในวันธรรมดาให้เต็มที่ และไม่ต้องเสียใจหากจะพักในวันสุดสัปดาห์

ส่วนเรื่องของการเว้นจากการนั่งนอนบนที่สูง ยังไม่ค่อยเห็นความสัมพันธืเท่าไหร่ นอกเสียจากว่าจะทำให้ตื่นนอนตอนเช้าได้ลำบากกว่าการนอนพื้น แต่อันนี้ก็ขึ้นกับสุขภาพหลังของแต่ละคน ตอนผมนอนพื้นแล้วตื่นไว เพราะไม่มีอะไรจะต้องไปติดใจกับพื้นไม้ ในทางกลับกัน เตียงนุ่มๆต่างหากที่มักจะดูดเราไว้ หรือดูดเราลงไป (ตอนนอนพื้นไม่มีอะไรดูดเลยแฮะ –“)

ผมประมวลสิ่งนี้ได้จึงอยากจะแบ่งปันกัน คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่กำลังเรียนอยู่เหมือนๆกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเรียนรู้เรื่องสมาธิที่ถูกต้องตามหลักศาสนาใดก็ตาม รวมถึงการฝึกสติปัฎฐานตามแนวพระพุทธศาสนาจะช่วยในการเพิ่มศักยภาพของจิตเพื่อการศึกษาได้

What is Neoclassical Economics?

วันนี้เรียนวิชา Empirical Institutional Economics สอนโดยศาสตราจารย์ Jon Groenewegen จาก TU Delft เรียนเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเศรฐษศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics; IE) กับเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค (Neo-Classical Economics; NCE)

เนื่องจากจำได้ว่า พวกเราที่เดนฮากหลายคนเคยตั้งคำถามกับผมไว้ว่า ตกลงแล้ว NCE นี่มันคืออะไรกันแน่นั้น ผมคิดว่าบทความที่อ่านในวันนี้น่าจะช่วยให้กรอบกว้างๆได้บ้าง บทความนี้ชื่อ What is Neoclassical Economics? เขียนโดย Christian Arnsperger และ Yanis Varoufakis ตีพิมพ์ลงในวารสาร Post-Autistic Economics Review เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2006 อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่ชำนาญใน NCE อาจจะมีข้อถกเถียงบางประการ แต่ผมก็คิดว่า กรอบที่ผู้เขียนวางไว้ให้กรอบที่โอเคเลย

ก่อนจะเข้าเรื่อง หลายคนอาจจะเตะตากับชื่อวารสาร Post-Autistic Economics Review คำว่า Autistic Economics ก็คือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั่นเอง เค้าเรียกว่า Autistic Economics เพราะว่า เศรษฐศาสตร์เริ่มพัฒนาไปในทางที่เริ่มพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ก้มหน้าก้มตาอย่กับสูตรและตัวเลขของตัวเอง ไม่สุงสิงสาขาอื่น รวมถึงไม่สามารถอธิบายโลกจริงๆได้อีกด้วย !!

อาจารย์เล่าให้ฟังว่า วารสารนี้มีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝรั่งเศส ที่ซึ่งสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น Main stream มากๆ และนักเรียนที่นั่นก็อยากจะให้ทางมหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงหลักสูตร เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต และนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่นั่นก็ค่อนข้างต่อต้านเรื่องนี้อย่างจริงจัง นักเรียนและนักวิชาการที่ต้องการการเปิดกว้างจึงสร้างชุมชนและวารสารนี้ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ เศรษฐศาสตร์กระแสรองมากขึ้น ฉะนั้นด้วยความกดดันเหล่านี้ ในบทความ บางทีเราจะได้กลิ่นของความโกรธแค้นอยู่บ้าง สำหรับในประเทศเนเธอร์แลนด์อาจารย์บอกว่า เค้าไม่ต่อต้านหรอก เค้าแค่ไม่สนใจไปเลยต่างหาก อย่างที่ Erasmus นี่คณะเศรษฐศาสตร์นั้นขอให้คนที่ทำงานกระแสรองไปทำที่อื่นแทน

เอาล่ะ มาเข้าเรื่อง…

ประเด็นของการเขียนบทความนี้ก็คือ เนื่องจากว่า เหล่านักเศรษฐศาสตร์กระแสรองพยายามจะโจมตี NCE แต่หลายๆครั้งคำโจมตีเหล่านั้นมักจะพลาดเป้า เพราะนักเศรษฐศาสตร์ NCE ก็บอกว่า จริงๆแล้วมันไม่มีหรอก NCE น่ะ มีแต่ Scientific Economics และตัวทฤษฎีก็พัฒนาไปจนกระทั่งข้อโจมตีเดิมๆถูกแก้ไปแล้ว และพัฒนาไปสู่ทฤษฎีที่ครอบคลุมโลกความเป็นจริงมากขึ้น ผู้แต่งจึงมองว่าหากเราระบุได้ว่า NCE นี่มีลักษณะเป็นอย่างไร เราจะสามารถถกเถียงมันได้ชัดเจนและถูกเป้ามากขึ้น

ผู้เขียนเสนอว่า ลักษณะสำคัญของ NCE มี 3 ประการ โดยดูจากลักษณะวิธีการศึกษาดังนี้

  1. Methodological Individualism
  2. Methodological Instrumentalism
  3. Methodological Equilibration

1. Methodological Individualism (MI ; ตัวย่อนี่คิดเองเพื่อความสั้นครับ) คือ วิธีการศึกษาปรากฎการณ์ทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับปัจเจกชนเป็นหลัก ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ปรากฎการณ์ทางสังคมใดๆก็ตาม โครงสร้างสังคมใดๆก็ตามต่างเกิดขึ้นจาก พฤติกรรมของปัจเจกชน และการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน

บทความของ Hodgeson ที่อ่านในวันเดียวกันนี้ได้ขยายความเกี่ยวกับMI เอาไว้อย่างเข้าใจได้่ง่าย โดยสรุปคือว่า คอนเซปของ MI นั้นจริงๆแล้วค่อนข้างสับสนพอสมควร เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์เองไม่ค่อยจะเขียนชัดเจนมากนักว่า ข้อสมมติที่เกี่ยวข้องกับวิธีการศึกษาของเขาคืออะไร แต่เท่าที่รวบรวมได้ก็คือว่า มีตั้งแต่วิธีการศึกษาที่ศึกษาเฉพาะปัจเจกชนเท่านั้น ไม่สนใจโครงสร้างทางสังคมเลย จนกระทั่ง โครงสร้างทางสังคมและสถาบันเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการวิเคราะห์ แต่ทั้งสองอย่างต่างเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของคนในสังคม ในขณะเดียวกัน ก็มีส่วนในการกำหนดพฤติกรรมและการปฏิสัมพันธ์ของคนในเวลาเดียวกัน MI ในแบบแคบแบบแรกนั้น ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปไม่ได้เนื่องจากพอพูดถึงปัจเจกชน หรือ identity ของเขา เรื่องภาษา วัฒนธรรมก็เข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว หรือ General Equilibrium Model ก็ยังมีราคาที่เป็นตัวกลางระหว่างปัจเจกชนและก็เป็นโครงสร้างในสังคม

โดยสรุปคือ หนึ่งคุณสมบัติของ NCE คือ จะเอา ปัจเจกชนเป็นศูนย์กลางในการศึกษา หรือ วิธีการอธิบายปัจจัยเชิงสังคมอื่นๆจะต้องมีความเชื่อมโยงและเป็นเหตุมาจากการปฏิสัมพันธ์กันของปัจเจกชน ไม่มีปัจจัยเชิงสังคมใดๆเลยที่คงอยู่ได้แม้ไม่มีมนุษย์อยู่

2. Methodological Instrumentalism (MI2) คือ วิธีการศึกษาที่เชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์นั้นเป็นเครื่องเพื่อตอบสนองเป้าหมายเท่านั้น เป็นตัวที่บ่งบอกถึงเป้าหมายของมนุษย์ ตอนแรกที่ผมเห็นอันนี้ก็คิดในใจว่า มันมีด้วยเหรอทฤษฎีที่ไม่ได้มองพฤติกรรมเป็นลักษณะนี้ พอนึกดีๆก็ตอบได้ว่า มีอยู่ อย่างน้อยก็คือทฤษฎี Evolutionary Game Theory ทฤษฎีนี้ แม้จะใช้ลักษณะการแสดง payoff ของทฤษฎีเกมส์ แต่ผู้เล่นในเกมส์ไม่ได้เลือกตามความต้องการของตน แต่พฤติกรรมได้ถูกกำหนดตายตัวเอาไว้แล้ว

อย่างไรก็ดี คำว่า Instrumentalism ที่ผมเคยศึกษาจากคอร์สวิชา Methodology of Economics หรืออะไรประมาณนี้มีความหมายที่ต่างไป ความหมายของคำว่า Instrumentalism ที่ว่านี้คือว่า ตัวทฤษฎีที่คิดขึ้นที่ใช้สำหรับการศึกษานั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องสมจริงแต่อย่างใด สมมติฐานไม่ต้องสมจริงก็ได้ แต่หากมันใช้การได้ ให้คำอธิบายหรือทำนายได้อย่างมีเหตุมีผล และมีแนวโน้มถูกต้อง ก็นับว่าใช้ได้ ซึ่งผมเองคิดว่า การตีความ Instrumentalism แบบนี้ ดูจะตรงกับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมากกว่า คือ ตรงกับสิ่งที่ Milton Friedman กล่าวไว้ ใน the Methodology of Positive Economics ที่มีอิทธิพลต่อวงการเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหลังจากนั้นเป็นอันมาก

3. Methodological Equilibration คือวิธีการศึกษาที่มีความเชื่อเบื้องหลังว่า พฤติกรรมใดๆก็ตามของปัจเจกชน หรือตัวแปรบางอย่างจะมีจุดดุลยภาพ หรือเป็นสถานการณ์/รูปแบบพฤติกรรมที่ จะเกิดขึ้นเสมอๆ ไม่ต่างไปจากนี้ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่ทรงพลังเข้ามามีบทบาท หากเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆน้อยๆ พฤติกรรมอาจจะออกจากรูปแบบ (Pattern) ไปบ้าง แต่ก็จะกลับสู่รูปแบบเดิมในไม่ช้า

อย่างไรก็ดี จุดนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของการอธิบาย NCE แบบนี้เพราะในปัจจุบันทฤษฎีเศรษฐศาสตรืกระแสหลักก็มีการอธิบาย disequilibrium แล้ว อย่างไรก็ดี เรอาจจะมองได้กว้างๆว่า หากมีการคำนึงถึงดุลยภาพแล้วละก็ อาจจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นทฤษฎีในข่าย NCE

ส่วนที่เหลือของบทความมีการอธิบายเอาไว้ด้วยว่า เหตุใด เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจึงกลายมาเป็นกระแสหลักได้ด้วย แต่หากอยากอ่านก็ลองติดต่อมาจะลองส่งบทความไปให้อ่านเพิ่มเติมดูครับ

เสริมเพิ่มเติมจากบทความอีกหน่อยหนึ่งว่า ไม่อยากให้สับสนกับ NCE ในการแบ่งสำนักเศรษฐศาสตร์มหภาคนะครับ คือ มันมีการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) และตามประเด็นศึกษา (Subject) ที่กล่าวข้างต้นเป็นการแบ่งสำนักคิดตามวิธีการศึกษา (Methodology) แต่หากดูตามประเด็นศึกษา (Subject) ละก็ จะแยกออกได้เป็นหลายสาขามาก เช่นเศรษฐศาสตร์การเงิน , การคลัง, พัฒนา, เกษตร, หนึ่งในนั้นคือเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ทีนี้ ในเศรษฐศาสตร์มหาภาคนี่เองที่มีการแยกเป็นสำนักตามลำดับเวลา เช่น สำนักคลาสสิค , Keynesian, Monetarist, New classical economics , ฯลฯ การแบ่งในระดับย่อยนี้อาจมีส่วนซ้อนเหลื่อมกับการแบ่งในระดับวิธีการศึกษาบ้างแต่จะไม่กล่าวถึงในที่นี้เนื่องจากจะทำให้ประเด็นซับซ้อนไปมากกว่านี้ สำหรับลักษณะของ NCE ในเศรษฐศาสตร์มหภาคนั้น สามารถหาอ่านได้ใน Textbook เศรษฐศาสตร์มหภาคทั้งระดับพื้นฐาน Z (Basic) และระดับกลาง (Intermediate) ได้ทั่วไปครับ

ก็หวังว่าจะให้ภาพ NCE ได้ไม่มากก็น้อย ครับ สามารถถกเถียงหรือตั้งคำถามได้นะครับ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวผม และคนอ่านคนอื่นๆครับ

บรรณานุกรม

Arnsperger C., Varoufakis, Y. (2006) What Is Neoclassical Economics?. Post-Autistic Economics Review . Issue 38, article 1.

Hodgson, G.M. (2007) Meaning of Methodological Individualism. Journal of Economic Methodology, 14(2), June, pp.211-26

Friedman, Milton. [1953] 2007. The Methodology of Positive Economics. In the Philosophy of Economics, ed. Daniel M Hausman, 145-178. New York: Cambridge University Press.